ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)
ตัวชี้วัดที่เชื่อมโยงกำไรที่ทำได้กับเงินทุนที่ใช้ไป แสดงให้เห็นว่าเงินทุนนั้นได้รับผลตอบแทนอย่างไร
Return on Investment หรือ ROI วัดความสามารถในการทำกำไรของเงินทุนที่ใช้ไป โดยเชื่อมโยงกำไรที่ทำได้กับเงินทุนรวม และแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าเงินทุนที่ลงไปได้ผลตอบแทนกลับมามากเพียงใดภายในช่วงเวลาหนึ่ง
ภายใต้แผนผัง DuPont ROI สามารถแยกย่อยเป็นสองตัวชี้วัดย่อย ได้แก่ อัตรากำไรจากยอดขาย (กำไรเทียบกับรายได้) และอัตราหมุนเวียนเงินทุน (รายได้เทียบกับเงินทุนที่ใช้ไป) การคูณทั้งสองค่าเข้าด้วยกันจะได้ ROI กลับมาอีกครั้ง การแยกย่อยนี้แสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงควรเกิดจากอัตรากำไรหรือการใช้เงินทุนที่รวดเร็วขึ้น
ROI เหมาะสำหรับเปรียบเทียบการลงทุนหรือหน่วยธุรกิจที่มีขนาดต่างกัน เนื่องจากวัดผลในเชิงสัมพัทธ์ ไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์ เครื่องจักรที่มีกำไรต่ำกว่าแต่ใช้เงินทุนน้อยกว่ามากสามารถแสดง ROI ที่สูงกว่าการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีกำไรสัมบูรณ์สูงกว่าได้
เมื่อตีความ ROI สิ่งสำคัญคือคำนวณในช่วงเวลาใดและบนฐานเงินทุนใด เนื่องจากคำจำกัดความที่แตกต่างกันอาจจำกัดความสามารถในการเปรียบเทียบ
สูตร
ROI = กำไร / เงินทุนรวม x 100
ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ
บริษัทแห่งหนึ่งใช้เงินทุน 500,000 ยูโร และสร้างกำไรประจำปี 60,000 ยูโร ทำให้ ROI อยู่ที่ 12 เปอร์เซ็นต์ ภายใต้ DuPont ตัวเลขเดียวกันนี้สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น จากอัตรากำไรจากยอดขาย 6 เปอร์เซ็นต์บนรายได้ 1,000,000 ยูโร ผสมกับอัตราหมุนเวียนเงินทุนที่ 2 เท่า
Leanshift ช่วยอย่างไร
ROI ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบการลงทุนในการปรับปรุงกระบวนการกับทางเลือกการลงทุนอื่น ๆ ได้โดยตรง Leanshift แปลงมาตรการปรับปรุงให้เป็นตัวเลขทางธุรกิจเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
ROI ที่ 100 เปอร์เซ็นต์หมายความว่าอย่างไร
กำไรที่ทำได้เท่ากับเงินทุนที่ใช้ไปพอดี หมายความว่าเงินทุนได้รับผลตอบแทนคืนเต็มจำนวนหนึ่งครั้งภายในช่วงเวลาที่พิจารณา
เหตุใดจึงแยกย่อย ROI ด้วยแผนผัง DuPont
เพราะการแยกย่อยนี้แสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงควรทำผ่านอัตรากำไรที่สูงขึ้น (อัตรากำไรจากยอดขาย) หรือการใช้เงินทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น (อัตราหมุนเวียนเงินทุน)
ROI ที่สูงเป็นสัญญาณที่ดีเสมอไปหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป ROI ที่สูงอาจเกิดจากการลงทุนเงินทุนจำนวนน้อยที่มีความเสี่ยงสูงก็ได้ ดังนั้นควรตีความในบริบทเสมอ